เทรนด์สินทรัพย์ดิจิทัล 2568–2569 จุดเปลี่ยนสู่โครงสร้างการเงินยุคใหม่

ในช่วงปี 2568–2569 อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวจาก “ยุคเล่นเก็งกำไรตามกระแส” ไปสู่ “ยุคโครงสร้างพื้นฐานการเงินสมัยใหม่” อย่างชัดเจน หากมองย้อนหลัง ปี 2567 คือปีที่หลายประเทศเร่งสร้างความชัดเจนด้านกฎหมายและกรอบกำกับดูแล แต่ช่วงถัดจากนี้จะเป็นเฟสของการลงมือใช้จริง โดยเฉพาะสถาบันการเงินและผู้เล่นทางการเงินดั้งเดิม (TradFi) ที่เริ่มมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนและโครงสร้างธุรกิจระยะยาว ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเก็งกำไรระยะสั้นอีกต่อไป

ในภาพใหญ่ สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “สินค้าทางการเงินเฉพาะกลุ่ม” ไปเป็น “องค์ประกอบหนึ่งของระบบการเงินยุคใหม่” ที่เชื่อมระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและโทเคนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพรวมแนวโน้มปี 2568–2569 จาก Hype Cycle สู่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยพื้นฐาน

เดิมที ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมักหมุนอยู่บนวงจรข่าวดี–ข่าวร้ายและเก็งกำไรตามเทรนด์ (Hype Cycles) ราคาพุ่งแรงตามกระแส จากนั้นปรับฐานรุนแรงเมื่อความสนใจลดลง แต่ในช่วงปี 2568–2569 น้ำหนักของ “ปัจจัยพื้นฐาน” เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ทั้งในมุมการยอมรับเชิงสถาบัน การกำกับดูแลที่ชัดเจน และโมเดลธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดจริง

ปี 2569 ถูกมองว่าเป็น “ปีแห่งการนำไปใช้จริง” (Year of Implementation) เพราะสิ่งที่เคยเป็นเพียงแนวคิดหรือโครงการทดลอง กำลังถูกยกระดับมาเป็นบริการทางการเงินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์ ETF ที่เกี่ยวข้องกับคริปโท การใช้โทเคนสำหรับสินทรัพย์ในโลกจริง และการเชื่อมต่อกับตลาดทุนหลัก

แรงผลักดันหลัก 3 ด้านของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

  1. 1. การยอมรับเชิงสถาบันที่เติบโตต่อเนื่อง

คลื่นลูกใหม่ของการยอมรับไม่ได้มาจากนักลงทุนรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “สถาบันการเงิน” ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

  • ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น กองทุน ETF ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัล เริ่มขยายจาก Bitcoin และ Ethereum ไปยังเหรียญหลักอื่น ๆ ที่มีโครงสร้างชัดเจนและสภาพคล่องสูง เช่น Solana (SOL) และ XRP
  • รูปแบบ ETF ที่ผนวก “ผลตอบแทนจาก Staking” เข้ากับผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงผลตอบแทนพื้นฐานของเครือข่าย Proof-of-Stake ผ่านช่องทางที่คุ้นเคยในโลกการเงินดั้งเดิม โดยไม่จำเป็นต้องตั้งวอลเล็ตหรือจัดการโหนดด้วยตัวเอง

ผลที่เกิดขึ้นคือ สินทรัพย์ดิจิทัลถูกปรับภาพลักษณ์จาก “สินทรัพย์เสี่ยงจัด” ไปเป็น “เครื่องมือเสริมการจัดพอร์ต” ที่มีบทบาททั้งในด้านกระจายความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนระยะยาว

  1. 2. การขับเคลื่อนมูลค่าด้วย Real World Assets (RWA)

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือ การนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน (Tokenization) ซึ่งเริ่มขยับจากระดับแนวคิดและโครงการทดลอง ไปสู่การใช้งานในระดับมหภาค

ตัวอย่างของ RWA เช่น

  • สินทรัพย์ทางการเงินดั้งเดิม เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสด
  • สินเชื่อภาคเอกชนและสินเชื่อเฉพาะกลุ่ม (Private Credit) ที่สามารถแบ่งหน่วยลงทุนและกระจายความเสี่ยงผ่านโทเคนได้
  • การเข้ามามีบทบาทของตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่ในต่างประเทศ ที่เริ่มทดสอบหรือเปิดแพลตฟอร์มสำหรับการออกและซื้อขายสินทรัพย์ที่ถูกโทเคนไนซ์

RWA ทำให้บล็อกเชนกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานหลังบ้าน” ของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ในโลกจริง ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนกลุ่มใหม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่เคยเป็นเรื่องของผู้เล่นรายใหญ่เท่านั้น

3.ความชัดเจนด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแล

เมื่อพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัล “กฎหมาย” เคยเป็นทั้งความเสี่ยงและอุปสรรคสำคัญ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มขยับจากท่าทีระมัดระวัง ไปสู่การออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและใช้งานได้จริง

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา ได้แก่

  • กรอบกฎหมายในยุโรป เช่น MiCA ที่วางโครงสร้างการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างครอบคลุม ทำให้ผู้ประกอบการและสถาบันวางแผนได้ง่ายขึ้น
  • แนวคิด “Innovation Exemption” ในสหรัฐฯ ที่เปิดพื้นที่ให้ทดลองนวัตกรรมภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมได้ ไม่ปิดกั้นการพัฒนา แต่ก็ไม่ปล่อยให้ไร้มาตรฐาน
  • นโยบายเชิงรุกของประเทศไทย เช่น การยกเว้นภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลในบางเงื่อนไข เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการ นักลงทุน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศให้เป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาค

ความชัดเจนด้านกฎหมายเหล่านี้ ทำให้สถาบันการเงินมี “กรอบในการตัดสินใจ” ที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงด้านคอมพลายแอนซ์ และเอื้อต่อการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล

ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ต่อสถาบันการเงินและนักลงทุนรายใหญ่

สำหรับสถาบันการเงินและนักลงทุนสถาบัน ช่วงปี 2568–2569 ไม่ใช่เพียงจังหวะของการ “เฝ้าดู” แต่เป็นช่วงเวลาของการ “ออกแบบกลยุทธ์” อย่างจริงจัง

ประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น

  • การกำหนดบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในโครงสร้างพอร์ต รวมถึงการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และนโยบายการถือครองระยะสั้น–ระยะยาว
  • การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับ (เช่น ETFs, กองทุนโครงสร้างพิเศษ) เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี
  • การสำรวจโอกาสในธุรกิจ RWA ทั้งในมุมการออกโทเคน การจัดโครงสร้างดีล และการเป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมผู้ลงทุนกับผู้ออกสินทรัพย์
  • การปรับโครงสร้างคอมพลายแอนซ์ ระบบป้องกันการฟอกเงิน (AML/KYC) และการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าให้รองรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล

ในอีกมุมหนึ่ง นักลงทุนรายใหญ่จำเป็นต้องยกระดับการทำการบ้าน ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และโมเดลรายได้ของโปรเจกต์ต่าง ๆ เพราะตลาดกำลังขยับจากการเล่า “เรื่องราวสวยหรู” ไปสู่การวัดผลด้วย “ตัวเลขจริง” และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด

จากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มสู่โครงสร้างพื้นฐานการเงินยุคใหม่

เมื่อมองภาพรวมของแนวโน้มในปี 2568–2569 จะเห็นว่าอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้าสู่เฟสที่ “จริงจัง” มากกว่าที่เคยเป็นมา ในอดีตตลาดอาจขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังและอารมณ์ของนักลงทุน แต่ระลอกถัดไปถูกผลักดันด้วยโครงสร้างกฎหมายที่ชัดเจน การเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ และการเชื่อมต่อกับสินทรัพย์ในโลกจริงผ่านแนวคิด RWA

สำหรับผู้บริหาร สถาบันการเงิน และนักลงทุนรายใหญ่ โอกาสในช่วงนี้ไม่ได้อยู่แค่การ “ซื้อ–ขายตามราคา” แต่คือการวางตำแหน่งองค์กรให้พร้อมกับบทบาทใหม่ของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินโลก การเข้าใจทิศทางเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้สามารถออกแบบกลยุทธ์การลงทุน การจัดการความเสี่ยง และการวางแผนด้านกฎหมาย–ภาษีได้อย่างเป็นระบบ และใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมครั้งนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ